RuPaul’s Drag Race รายการสุดปังเขย่าโลก!

Drag Race

ในแวดวงของพี่สาวและน้องสาววงการแดร็กควีน หรือ LGBTQIA+ เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะไม่รู้จักกับรายการชื่อดังระดับโลกอย่าง รูพอลส์ แดร็ก เรซ (RuPaul’s Drag Race) เรียลลิตี้โชว์ชื่อดังสัญชาติอเมริกันของผู้ชายที่ชื่อว่า Rupaul ซึ่งรูพอลถือว่า เป็นคุณแม่ของเหล่าบรรดาแดร็กควีนทั่วโลกเลยก็ว่าได้ เพราะเธอมีผลงานในวงการบันเทิงมากมาย ทั้งถ่ายแบบ หรือ อัลบั้มเพลง คุณแม่รูพอลส์ก็ทำมาแล้วทั้งนั้น เป็นรายการที่รวบรวมเอาเหล่าแดร็กควีนมาเชือดเฉือนและประชันความสามารถ เพื่อเฟ้นหาผู้เป็นสุดยอดในแต่ละซีซั่น เรียกได้ว่า เป็นรายการแห่งชาติแดร็กเลยก็ว่าได้  แม้ว่าปัจจุบันรายการนี้จะเดินทางมาถึงซีซันที่ 14 แล้วก็ตาม แต่ว่ากระแสส่วนหนึ่งมาจากที่รายการยังคงสนุก และมีลูกเล่นใหม่ๆ มานำเสนออยู่เสมอ ทำให้ทุกคนต่างชื่นชอบเป็นอย่างมาก

ซึ่งคำว่า แดร็ก ก็มาจากคำว่า “Dressed Resembling As a Girl” ที่แปลว่า แต่งตัวเป็นผู้หญิง ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง โดยการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าของบุคคลเพศตรงข้าม เพื่อใช้ในการแสดง โดยลักษณะที่สำคัญของแดร็ก คือ จะต้องมีความเหนือจริง ไม่ว่าจะเป็น การแต่งกาย การแต่งหน้า หรือ การแสดง ซึ่งถ้าแต่งตัวเป็นผู้หญิงจะเรียกว่า “แดร็ก ควีน” (Drag Queen) ขณะที่แต่งตัวเป็นชายจะเรียกว่า “แดร็ก คิง” (Drag King) ซึ่งเอาเข้าจริง การจะเป็นแดร็กนั้น ไม่ว่าจะนิยามว่า เป็นเพศอะไร หรือ มีรสนิยมทางเพศแบบใด ทุกคนก็สามารถเป็นแดร็กได้ทั้งนั้น 

โดยการแสดงของแดร็กนั้น มีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น สายเอ็นเตอร์เทนที่ทำการแสดง ตั้งแต่การลิปซิงค์ การร้องเพลง การเต้น การเดี่ยวไมโครโฟน เป็นต้น ในขณะที่สายนางงาม จะลงประกวดในเวทีต่างๆ เช่นเดียวกับการประกวดนางงาม โดยจะต้องดูแลทั้งการแต่งหน้าและทำผม แต่งตัวด้วยชุดสวยงาม นอกจากนี้ ยังมีแดร็กสายแฟชั่น ซึ่งจะมีความถนัดในการออกแบบ และตัดเย็บเสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็น แนวสวยงาม หรูหรา อลังการ 

ซึ่งการแต่งตัวแบบไม่ระบุเพศ แนวแคมป์ เล่นใหญ่เกินจริง ตลอดจนการแต่งกายสุดล้ำเหนือจินตนาการ จะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ขั้นสูงสุด ในการรวมทุกองค์ประกอบให้ออกมากลมกลืน และโดดเด่นในเวลาเดียวกัน รวมไปถึงจะต้องมีความเป็นศิลปินอยู่ในตัว ต้องสามารถเปลี่ยนตัวเอง และทำให้คนเชื่อว่าได้กลายเป็นอีกคนหนึ่งไปจริงๆ อีกด้วย

 

Drag Race

 

รู้จักกับ รู พอล เจ้าแม่วงการ Drag Race 

RuPaul’s Drag Race เป็นรายการเรียลลิตี้ที่ค้นหาสุดยอดแดร็กควีนผู้มีเสน่ห์ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความกล้า และความสามารถอันล้นเหลือ (Charisma, Uniqueness, Nerve and Talent) โดยรูปแบบการแข่งขันในแต่ละสัปดาห์นั้น จะมีภารกิจต่างๆ ที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องใช้ทักษะของแดร็กควีนมาใช้ในการแข่งขันทั้งสิ้น (Maxi Challenge) ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบและตัดเย็บชุด หรือ Design Challenge ทักษะการแสดง หรือ Acting Challenge การแสดงละครเวที หรือ Musical Challenge การร้อง การเต้น และการแต่งเพลง หรือ Girl Group Challenge การแต่งหน้า หรือ Makeover Challenge การด้นสด หรือ Improve Challenge เป็นต้น

นอกจากนี้ ในแต่ละสัปดาห์ ก็ยังมีการเดินแบบ หรือ Runway เพื่อแสดงชุดในธีมต่างๆ อีกด้วย โดยในตอนท้ายของแต่ละตอน จะมีผู้เข้าแข่งขันจำนวน 2 คนที่ทำผลงานได้แย่ที่สุด จะต้องมาลิปซิงก์ เพื่อเอาตัวรอดจากการถูกคัดออก หรือ Lip Sync for Your Life ซึ่งแน่นอนว่า คนที่แพ้จะต้องถูกคัดออกนั่นเอง

นอกจากจะมีซีซันหลักที่อเมริกาแล้ว รายการยังมีแฟรนไชส์ไปอีกหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สเปน เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ แคนาดา รวมไปถึงประเทศไทย ด้วยเช่นกัน และยังมีซีซันพิเศษอีกมากมาย เช่น RuPaul’s Drag Race All Star ที่จะเอาเหล่าควีนที่เคยแข่งซีซันหลักมาแล้ว มาลงแข่งกันเพื่อที่จะได้ขึ้น Hall of Frame หรือ จะเป็น RuPaul’s Drag Race : UK versus The World ที่การเอาควีนของแต่ละแฟรนไชส์มาแข่งขันกัน ใครชนะก็จะได้ออกเพลงกับแม่รูพอลส์เลยทีเดียว ซึ่งในปีนี้มีคนไทยคนแรกอย่าง คุณปันปัน นาคประเสริฐ หรือที่รู้จักในนาม แพนไจน่า ฮีลส์ ลงไปแข่งขันด้วยนั่นเอง ถือเป็นความภาคภูมิใจกันแบบสุดๆ 

บอกก่อนเลยว่า รายการนี้ของรางวัลที่เรียกว่า จุกมาก โดยผู้ชนะในรายการนี้จะได้เงิน 100,000$ พร้อมทั้งมงกุฎ คทา และเครื่องสำอางไปใช้ตลอดทั้ง 1 ปี ส่วนใหครที่คิดว่ามีแค่นี้ คุณคิดผิดแล้ว! เพราะยังมีของรางวัลสำหรับผู้ชนะประจำสัปดาห์อีกด้วย โดยผู้ที่ชนะประจำสัปดาห์นี้ ก็จะได้ของรางวัลที่ต่างกันออกไป ซึ่งก็มีทั้งคอลเลกชั่นวิกผม เสื้อผ้า ไปจนถึงตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักกันเลยทีเดียว บอกแล้วค่าว่า เป็นอีกหนึ่งรายการที่ลงทุนกันแบบจุกๆ ไปเลย

 

สรุป

RuPaul’s Drag Race ถือเป็นรายการที่มีคุณค่าต่อชาว LGBT ของอเมริกา เพราะเป็นเวทีที่ทำให้เหล่าบรรดาควีนทั้งหลายได้มีพื้นที่แสดงความสามารถในด้านศิลปะที่ตนเองรักและสนใจ อีกทั้งยังเป็นก้าวเล็กๆ ที่จะทำให้คนเปิดใจยอมรับกับความหลากหลายทางเพศได้มากขึ้นด้วย ถ้าทุกๆ คนได้ลองเปิดใจดู ทุกคนจะลืมคำว่าเพศไปเลย และยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ใครหลายๆ คน ให้กล้าที่จะยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น ดังคำกล่าวของรูพอลส์ที่กล่าวในตอนจบของทุกตอนว่า “หากคุณยังไม่รักตัวเอง แล้วคุณจะไปรักคนอื่นได้อย่างไร”